วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ประสบการณ์ลิ่มเลือดอุดตัน(3)




            สืบเนื่องจากถูกพาส่งโรงพยาบาลกลางดึกประมาณตี 2 ของคืนวันที่ 4 เมษายน 61 ด้วยสภาวะหายใจไม่เต็มปอดและจุกเสียดในบริเวณหัวใจ โดยหมอตรวจพบว่าหัวใจมีลิ่มเลือดอุดตัน เพราะมีไขมันในเลือดสูงถึง800 และน้ำตาลในเลือดสูงถึง361 หมอบ่นว่าไม่น่ารอดมาได้
            หลังจากการให้กินยา ฉีดยาและนอนดูอาการที่โรงพยาบาล จนเป็นที่พอใจของหมอ(แต่ไม่เป็นที่พอใจของพยาบาลมากนัก) หมอจึงให้กลับบ้านได้และนัดให้มาตรวจเลือดอีกครั้งในวันที่ 18 เดือนเดียวกัน
            ข้าพเจ้างดน้ำ งดอาหารตั้งแต่ก่อนสี่ทุ่มของคืนวันที่17 ปฏิบัติตัวตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด
เช้าวันที่ 18 เมษายน 2561 ข้าพเจ้าขับรถไปถึงโรงพยาบาล 6 โมงเช้า วนเวียนหาที่จอดรถโดยไม่ได้รีบร้อน เพราะในใบนัดระบุเวลานัดไว้ที่ 07.00 น. การไปถึงหกโมงเช้ามีความรู้สึกเหมือนเด็กนักเรียนเพิ่งเปิดเทอมใหม่
ข้าพเจ้าเดินดูความสับสนวุ่นวายของผู้คนที่มายังสถานที่นี้มากมาย เหมือนกับการไปห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆก็มิปาน กระทั่งเมื่อข้าพเจ้าเดินไปถึงจุดที่มีการเจาะเลือด ซึ่งอยู่บริเวณริมรั้วด้านหน้าของโรงพยาบาล รู้สึกตกใจที่เห็นมีคนจำนวนมาก ทั้งนั่งบ้าง ยืนบ้าง นั่งบนรถเข็นบ้างและนอนบนเตียงคนป่วยบ้างที่บริเวณจุดเจาะเลือดไม่ต่ำกว่า 200 คน มีคำถามเกิดขึ้นในใจของข้าพเจ้าว่า พวกเขามากันตั้งแต่เวลาไหน?
ข้าพเจ้ารีบตาเหลือกไปยังที่จุดจับใบคิว เพราะสังเกตุเห็นยังมีคนเดินตามหลังข้าพเจ้ามาอีกเป็นสิบ ข้าพเจ้ารีบจับบัตรคิว ปรากฏว่าได้ลำดับที่ 196
“ตายโหง!..แล้วคิว1 เขามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันฟ่ะ?”..ข้าพเจ้าถามตัวเองโดยไม่ต้องการคำตอบ
ลำดับต่อไปก็เป็นการรอ ข้าพเจ้ายืนจนเมื่อย เดินจนเมื่อย เพราะหาที่นั่งไม่ได้ กว่าจะมีที่นั่งได้ก็ต้องรอให้คิวแรกๆเขาถูกเรียกชื่อ และดันเป็นที่ต้องนั่งตากแดดซะด้วย แต่ก็ยังดีกว่ายืนเมื่อย
ประมาณ 7 โมงเช้ากว่าๆ ได้ยินเสียงเรียกหมายเลข 196 ข้าพเจ้ารีบไปยื่นใบคิวและใบนัดของหมอให้เจ้าหน้าที่ตรงช่องที่กำหนด เธอคีร์ข้อมูลใส่คอมพิวเตอร์ สักครู่เธอก็ให้หลอดแก้วเล็กๆที่มีชื่อของข้าพเจ้า 2 หลอดพร้อมกับกระปุกใส่ฉี่ เธอบอกให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยวใส่กระปุกแล้วไปเข้าแถวรอเจาะเลือดอีกมุมของบริเวณนั้น เท่าที่มองเห็นหางแถวที่เขายืนตากแดดกันอยู่ เกือบจะออกไปบนถนนหน้าโรงพยาบาลทีเดียว
หลังจากที่ไปฉี่ใส่กระปุกแล้วเอามาวางไว้ในตะกร้าซึ่งจัดไว้อีกมุม  ข้าพเจ้าจึงได้ไปต่อท้ายแถวเพื่อเจาะเลือด นับจากหัวแถว ข้าพเจ้าอยู่เป็นคนที่ 11 เวลานั้นข้าพเจ้ารู้สึกโหวงเหวงบ้างแล้วเพราะความหิวและตากแดดเป็นเวลานานพอสมควร
เก้าโมงเช้านิดหน่อย ข้าพเจ้าเจาะเลือดเสร็จก็รีบไปยังคลินิกโรคเบาหวานซึ่งอยู่อีกตึกหนึ่งห่างออกไปเดินพอได้หอบเล็กๆ เมื่อไปถึงหน้าห้องที่เขียนว่า 360 ข้าพเจ้าด้อมๆ มองๆ เข้าไปในห้องก็เห็นคนหนุ่ม คนแก่ ผู้หญิง ผู้ชาย ประมาณสัก 20 กว่าคน แต่ละคนนั่งกันเงียบเชียบเหมือนไม่ได้หายใจ ทุกคนหน้าตาซีดๆ เซียวๆ ไร้ชีวิตชีวา แข็งๆ ทื่อๆ เหมือนกับคนในหนังฝรั่งอะไรซักเรื่องหนึ่งที่นางเอกรบกับผีดิบตลอดทั้งเรื่อง



ข้าพเจ้าเห็นบรรยากาศในห้องนั้นแล้วมีความรู้สึกอยากจะกลับบ้านทันที แต่มันเป็นไปไม่ได้ จึงจำต้องมองหาโต๊ะที่น่าจะเป็นจุดแรกของการรายงานตัว...และแล้วข้าพเจ้าก็เห็นโต๊ะหมายเลข1 ซึ่งเขียนว่า “ผู้ป่วยตามนัด” หลังโต๊ะนั้น นั่งไว้ด้วยอิสตรีสาวสวยสะคราญ แต่สีหน้าและแววตาของแม่นางเย็นยะเยียบประดุจบัวหิมะพันปีก็มิปาน ครั้นเมื่อแม่นางมองมายังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ
หากทว่าสำนึกที่ข้าพเจ้ามายังสถานที่นี้ก็เพื่อต้องการรักษาอาการไฟธาตุแตก ซึ่งข้าพเจ้าได้ผ่านการตายมาครั้งหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าจึงมิได้หวั่นไหวต่อรังสีอำมหิตของแม่นางสักเท่าใด
ข้าพเจ้าค่อยๆจรดฝีเท้าเข้าไปหาแม่นางอย่างแผ่วเบาและยื่นส่งแฟ้มให้อย่างสำรวม หลังจากที่แม่นางรับแฟ้มประวัติของข้าพเจ้าและตรวจสอบกับคอมพิวเตอร์เสร็จสิ้น จึงได้ชี้แนะให้ข้าพเจ้านำแฟ้มไปให้โต๊ะถัดไปและบอกให้ข้าพเจ้านั่งรอเรียกชื่อโดยได้บัตรคิวที่90
10นาทีผ่านไป..20นาทีผ่านไป ได้ยินแต่เสียงเรียกชื่อคนอื่น ข้าพเจ้าเริ่มตาลายเพราะความหิว ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะต้องออกจากที่นั่งรอเรียกชื่อนี้ เพื่อไปหาชื้ออะไรใส่ท้องก่อนจะเป็นลมตาย
ไปกลับไม่เกิน 10 นาที จากร้านสหกรณ์ภายในโรงพยาบาล ข้าพเจ้าได้ขนมปังจืดหนึ่งห่อ นมถั่วเหลืองหนึ่งกล่องและน้ำดื่มหนึ่งขวด กลับมายังที่เดิมและจัดการทุกอย่างด้วยความหิวโหย
ประมาณ 10 โมงกว่าๆ ได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกชื่อคุณชำนาญ ข้าพเจ้ารีบลุกยืนอย่างเร็วโดยไม่รอให้มีเสียงเรียกเป็นครั้งที่สองและรีบไปยังโต๊ะที่เรียกชื่อ
หลังจากถูกซักถามเรื่องอาการต่างๆ ด้วยคำถามตามสูตรสำเร็จรูปแบบเดิมๆ เสร็จเรียบร้อย เธอบอกให้ข้าพเจ้าไปยังศูนย์ตรวจเบาหวานตา อธิบายเส้นทางการไป พร้อมทั้งส่งใบกำกับให้กับข้าพเจ้านำไปยื่นให้ที่โน่น
ข้าพเจ้าไปถึงศูนย์ตรวจตา ซึ่งอยู่บนชั้นที่3 ของอีกตึกถัดไป เห็นมีคนป่วยเรื่องตานั่งรอคิวอยู่จนล้นเก้าอี้ที่จัดไว้ ข้าพเจ้านำใบขอนัดตรวจไปยื่นให้ที่เคาเตอร์และไปยืนรอ เพราะไม่มีที่นั่ง
ประมาณครึ่งชั่วโมง จึงได้ถูกเรียกชื่อให้เข้าไปรับใบนัดให้มาตรวจตา อีก 2 เดือนหลังจากนี้



ข้าพเจ้ากลับมายังศูนย์ 360 องศาอีกครั้ง พร้อมกับใบนัดตรวจตา
จากนั้นพยาบาลก็บอกให้ข้าพเจ้าไปอีกโต๊ะเพื่อตรวจอาการชาบนฝ่าเท้า ทีนี้จึงต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า เพื่อให้พยาบาลเอาปากกามาจิ้มตามจุดต่างๆบนฝ่าตีนของข้าพเจ้าแล้วถามว่า รู้สึกอะไรหรือไม่?อย่างไร? ข้าพเจ้าก็ตอบไปว่ารู้สึกจั๊กจี้ดี เธอมองหน้าข้าพเจ้าลอดมาจากผ้าอนามัยปิดจมูก ข้าพเจ้าจึงไม่รู้ว่าเธอยิ้มหรือไม่ยิ้มหรือทำปากขมุบขมิบ แต่ในแววตาของเธอ ข้าพเจ้าเดาๆเอา น่าจะมีความหมายว่า “ไอ้แก่ทะลึ่ง!
ต่อจากนั้น เธอก็ชี้ให้ข้าพเจ้าไปยังโต๊ะที่มีคุณหมอสาวและสวยมากๆ ข้าพเจ้าหอบรองเท้า ถุงเท้า ร่องแร่งไปนั่งให้คุณหมอถามโน่น นี่ นั่น ตามสูตรสำเร็จแล้วบอกว่าน้ำตาลในเลือดของข้าพเจ้าลดลงเหลือ 198 พร้อมทั้งพูดยกยอว่าลดได้ดี



หลังจากนั้นคุณหมอก็อบรมเรื่องอาหารการกิน เช่นห้ามกินเผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด หวานไม่ต้องพูดถึงห้ามเด็ดขาด กาแฟกินได้ แต่ต้องไม่มีค๊อฟฟี่เมทและน้ำตาล ส่วนของหมัก ของดอง ของทอด เช่นหมูสามชั้นคั่วเกลืองี้ ต้มขาหมูงี้ ไส้หมูพะโล้งี้ คอเป็ดพะโล้งี้ ไก่ทอดสูตรหาดใหญ่งี้ ซึ่งเป็นของโปรดทั้งนั้น ห้ามกินโดยเด็ดขาดแม้กระทั่งข้าวสวยก็ห้ามกินมาก ผลไม้ก็กินได้เฉพาะที่มีราคาแพงเท่านั้นเช่น แอ็ปเปิ้ล แก้วมังกรและกล้วยหอม(ไม่ได้ยินเรื่องห้ามกินเหล้าและเบียร์)
โอ้ยยยย แล้วนายชำมะเท่ง กินอะไรได้มั่งละครับคุณหมอ?
ปลาเท่านั้น ปลา ปลา ปลา ๆ ๆ ๆ ๆ เข้าใจมั๊ย?!
หลังจากนั้นก็เป็นการอบรมเรื่องการประพฤติปฏิบัติตัวของข้าพเจ้าเช่น กินยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด ออกกำลังกายพอสมควร พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเครียด..แต่คุณหมอครับทุกอย่างที่คุณหมอบอกมานั้น มันตรงกันข้ามกับการใช้ชีวิตประจำวันของนายชำมะเท่ง แบบฟ้ากับดินจริงๆ..ข้าพเจ้าได้แค่คิดในใจ
หลังจากจบหลักสูตรการอบรม คุณหมอได้นัดให้ข้าพเจ้ามาพบครั้งต่อไปอีก 3 เดือนหลังจากวันนี้  พร้อมทั้งเขียนใบสั่งยาให้ข้าพเจ้านำไปยังห้องจ่ายยา



เสร็จสรรพจากตรงนั้น เหลือเวลาอีกประมาณ 15 นาทีจะเที่ยงวัน ข้าพเจ้ารีบตรงไปยังห้องจ่ายยา เพื่อว่าอาจจะได้รับก่อนพักเที่ยง
ไม่ผิดหวัง ข้าพเจ้าได้รับยาเรียบร้อยเมื่อเวลาเที่ยงพอดี แต่มันมีจำนวนมาก จนน่าจะเอาไปกินแทนข้าวได้ทุกมื้อ

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

ประสบการณ์ลิ่มเลือดอุดตัน(2)



            เมื่อตอนที่แล้ว ข้าพเจ้าได้นอนเตียงเสริมอยู่กลางสามแยกที่ไม่มีไฟแดง หน้าห้องผู้ป่วยอายุรกรรมและได้บอกกับพยาบาลว่าต้องการห้องพิเศษ
            หลังจากได้รับคำตอบที่น่าเศร้าใจว่าห้องพิเศษจองยาก ข้าพเจ้าก็ได้แต่นอนปลงอนิจจังและยอมรับสภาพว่าเราเข้ามารับการรักษาในสถานะผู้ป่วยใช้สิทธิ์ผู้สูงวัย จึงไม่ควรจะเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าก็ได้บอกให้ลูกชายลองไปติดต่อสอบถามที่ห้องลงทะเบียนดูว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร
หลังจากนั้น ข้าพเจ้านอนปิดตาสงบจิต สงบใจนิ่งๆ กระทั่งพอเคลิ้มๆ ก็ได้ยินเสียงหวานๆว่า ลุง ลุง ตื่นๆ ฉีดยา
ข้าพเจ้าลืมตาขึ้นเห็นนางฟ้าหน้าหวาน กำลังยืนก้มมองข้าพเจ้าอยู่ด้วยสีหน้าเรียบๆ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นรอยยิ้มจากนางฟ้าพวกนี้เลยตั้งแต่เข้ามาที่นี่ จึงทายใจไม่ถูกว่าพวกเธอแต่ละคนใจดีหรือใจร้ายกันแน่!?
            ฉีดยาอะไรครับ?” ข้าพเจ้าถามนางฟ้าอย่างเพลียๆ
            ยาลดไขมันในเลือดค่ะ ลุงมีไขมันในเลือดตั้ง 800 นะ อยู่มาได้ยังไงก็ไม่รู้เธอบอกข้าพเจ้า พร้อมกับคำพูดแสดงความแปลกใจ คล้ายกับว่า “ลุงน่าจะตายไปตั้งนานแล้ว” อะไรประมาณนั้น (ตามความเข้าใจของข้าพเจ้าคนเดียว)
            หลังจากนั้นเธอก็ฉีดยาลดไขมันที่สะดือของข้าพเจ้าอย่างประณีตบรรจง แล้วบอกให้ข้าพเจ้านอนรอหมอมาตรวจอาการอีกที
            ช่วงเวลาที่รอหมอ ข้าพเจ้ามีความจำเป็นจะต้องไปเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ด้านในสุดของห้องอายุรกรรม พร้อมกับขับเสาน้ำเกลือไปด้วยอย่างทุลักทุเล เพราะเสาน้ำเกลือชนโน่น ชนนี่ตลอดทางทั้งขาไป ขากลับ ด้วยความคับแคบของทางเดิน
หลังจากที่ข้าพเจ้านั่งหอบหน้าซีดอยู่บนเตียง มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงมาส่งอาหารให้ผู้ป่วยตามเตียงต่างๆ พร้อมกับส่งให้ข้าพเจ้าหนึ่งถาดหลุม ข้าพเจ้ามองข้าวต้มโจ๊กไก่ในถาดหลุมนั่นอย่างเศร้าใจ เพราะไม่มีช้อนกินข้าวให้มาด้วย ข้าพเจ้าถามหาช้อนจากเธอคนนั้น เธอตอบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมๆว่า “ไม่มีหรอก แต่เดี๋ยวจะหาให้” ก็ยังดี ที่ยังมีน้ำใจอยู่บ้าง ข้าพเจ้าคิดในใจ
            ไม่นานหลังจากข้าพเจ้าพยายามกินโจ๊กนั่นด้วยความหิวโหย โดยไม่ได้คำนึงถึงรสชาดใดๆ ลูกชายก็กลับมาบอกว่า จองห้องพิเศษไว้ได้แล้ว แต่ต้องรอให้คนที่อยู่ก่อนเขาออกไป หลังจากนั้นเขาจะแจ้งมาที่พยาบาลเพื่อจะได้ย้ายเราเข้าไปแทน ข้าพเจ้าเข้าใจคำพูดของคนทำความสะอาดที่พูดว่า “หายป่วยกลับไปก็ยังไม่ได้ห้องพิเศษ”
            ประมาณเกือบ 9 โมงเช้า ขณะที่ข้าพเจ้านอนเบลอๆ เพราะฤทธิ์ยา มีหนุ่มสาว 2 คน หน้าตาละอ่อนทั้งคู่ ใส่เสื้อคลุมแขนสั้นสีขาว เขียนว่ากระทรวงสาธารณสุขบนกระเป๋าเสื้อ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นแพทย์จบใหม่หรือแพทย์ฝึกหัดกันแน่ เขา(คนหนุ่ม)เอาหูฟังมาจิ้มๆที่บริเวณหน้าอกทั้งสองข้างและบริเวณท้องของข้าพเจ้า หลังจากนั้นก็ถามอาการเหมือนกับที่พยาบาลทุกคนถามมาก่อนหน้านี้ ตบท้ายกับคำถามว่า ถ้าคะแนนเต็ม10 ตอนนี้ลุงให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่(อีกครั้ง) ข้าพเจ้าตอบว่าประมาณ 8 คะแนน พวกเขาทั้งสองยืนปรึกษากันหนุงหนิงๆ สักครู่ แล้วก็จดบันทึกยิกๆ ลงบนชาร์ตประวัติผู้ป่วย
            ไม่นานหลังจากนั้น มีนายแพทย์ตัวจริง(ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า)มายืนอยู่ข้างเตียงและมองข้าพเจ้าโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่ฟังรายงานจากละอ่อนผู้ชายซึ่งข้าพเจ้าได้ยินว่า “ผู้ป่วยชายอายุ 62 ปี มีน้ำตาลในเลือด361..มีไขมันในเลือด800 ..หัวใจ บลาๆๆๆๆ..อาการ บลาๆๆๆ และ..บลาๆๆๆ”
หมายเหตุ..บลาๆๆๆ เป็นภาษาแพทย์ ข้าพเจ้าไม่สามารถเข้าใจได้
            หลังจากได้รับรายงานโดยวาจาเสร็จสิ้น นายแพทย์ตัวจริงพยักหน้า 3 หงึก แล้วเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย..ข้าพเจ้าขอเศร้าใจแป๊บ
            ข้าพเจ้านอนฟังเสียงกบ เขียด ปาด อึ่งอ่าง คางคกและเสียงสัตว์ต่างๆ ซึ่งร้องประสานเสียงออกมาจากในห้องผู้ป่วยและรอบๆเตียงของข้าพเจ้าอย่างเคลิบเคลิ้มต่อไป
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ตลอดเวลานั้น ข้าพเจ้าสังเกตเห็นมีการทะยอยเข็นเตียงผู้ป่วยออกจากห้องไปเป็นระยะๆ บางเตียงห่มผ้าตั้งแต่คอคลุมปิดมิดปลายเท้า มีเสาน้ำเกลือห้อยโตงเตงไปด้วย บางเตียงห่มคลุมหน้ามิดชิดถึงปลายเท้า โดยมีญาติๆเดินร้องไห้ตามไปด้วย หลายๆเตียงญาติเก็บข้าวของทะยอยกันกลับบ้าน ส่วนตรงสามแยกรอบๆเตียงข้าพเจ้าต่างก็ทะยอยไปจนหมด เหลือข้าพเจ้าอยู่เตียงเดียว รู้สึกเหงาๆ วังเวง ว้าเหว่เหมือนกัน
กระทั่งเมื่อมีเจ้าหน้าที่มาส่งอาหารเที่ยงให้ผู้ป่วย แต่ครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ได้กิน เพราะเขาไม่มีช้อนให้เหมือนตอนเช้า ข้าพเจ้าจึงบอกให้ลูกชายไปหาซื้อพวกซาลาเปาและนมถั่วเหลืองมากินพอประทังหิว
ประมาณบ่ายโมงแก่ๆ มีนางฟ้ามาบอกว่าวันนี้หมอให้กลับบ้านได้ พร้อมกับเอาใบสั่งยามาให้และบอกว่าให้ญาติไปเอายาที่ห้องยากลับมาให้พยาบาลที่นี่ ข้าพเจ้าจึงบอกให้ลูกสะใภ้เป็นคนไปเอายา
ลูกสะใภ้หายไปประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วกลับมาบอกข้าพเจ้าว่า เจ้าหน้าที่ห้องยาจะเอายามาให้เอง ข้าพเจ้าชักจะ งงๆ แต่ก็บอกให้ลูกสะใภ้ไปแจ้งที่ห้องพยาบาลว่าทางห้องยาเขาจะเอายามาให้เอง
ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าจำต้องนอนฟังเสียงสัตว์ต่างๆต่อไป แต่ก็เบาบางลงกว่าเมื่อช่วงเช้ามาก กระทั่งประมาณบ่าย 3 โมงอ่อนๆ ยังไม่มีอะไรคืบหน้าทั้งที่ข้าพเจ้าได้เซ็นเอกสารทุกอย่างเรียบร้อยไปนานแล้ว มีความรู้สึกว่าต้องมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นสักอย่างแน่ๆ จึงได้บอกลูกชายให้ไปที่ห้องพยาบาลและให้บอกเขาว่า ถ้าทางห้องยายังไม่ส่งยามาให้ เราขอไปรับยาเองก็ได้
เจ้าลูกชายหายไปสัก 2-3 นาที กลับมาพร้อมกับนางฟ้า เมื่อมาถึงเธอส่งใบนัดให้ข้าพเจ้าเพื่อมาตรวจเลือดและพบหมอในครั้งต่อไป หลังจากนั้นจึงจัดการถอดเข็มน้ำเกลือออกจากหลังมือของข้าพเจ้าพร้อมกับบอกว่า “ลุงไปขอรับยาที่ห้องยาด้วยตัวเองแล้วกลับบ้านได้เลยนะ ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว”
“ครับ” ข้าพเจ้าตอบไปอย่าง งงๆ(อ้าวววว แล้วทำไมเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้..ข้าพเจ้าคิดในใจ)
หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ชวนลูกหลาน เดินกันเป็นพรวนไปที่ห้องยา เมื่อไปถึงห้องยาซึ่งอยู่ชั้นล่างใกล้กับห้องทำบัตร ข้าพเจ้าตรงดิ่งไปที่ช่องจ่ายยา บอกชื่อเสียงเรียงนามอย่างเสียงดังฟังชัด เจ้าหน้าที่เงยหน้าจากโทสัพ แล้วหยิบถุงยาที่จัดเตรียมไว้แล้วส่งให้ข้าพเจ้าทันที พร้อมกับบอกว่า “ลุงกินยาตามหน้าซองที่บอกไว้นะ”
“ครับ” ข้าพเจ้าตอบไปอย่าง งงๆ(อีกครั้ง)
ข้าพเจ้ารีบชวนลูก ชวนหลานเดินออกมาที่รถอย่าง งงๆ(เพื่อกลับบ้าน)
จบสวยหรือจบไม่สวย ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจนัก

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561

ประสบการณ์ลิ่มเลือดอุดตัน(1)



            ประมาณตี 1 ของคืนต้นเดือนเมษายน 61 หลังจากลุกขึ้นไปเยี่ยวแล้วกลับมานอนต่อ แต่มีความรู้สึกเหมือนกับหายใจไม่ค่อยจะเต็มปอด พยายามหายใจลึกๆ แต่ก็ไม่รู้สึกดีขึ้น กลับรู้สึกเหนื่อยเพิ่มขึ้นและรู้สึกจุกแน่นที่บริเวณหัวใจ มีอาการเหมือนกำลังจะเป็นลม จึงลุกขึ้นไปหายาลมกิน ลูกชายที่นั่งเล่นเกมส์คอมฯอยู่ รู้สึกสงสัย ถามว่าพ่อเป็นอะไร?ข้าพเจ้าเล่าอาการให้ฟังอย่างที่เป็น..
เขาบอกว่าอาการแบบนี้ต้องไปโรงพยาบาลนะ
ข้าพเจ้าว่าคงไม่เป็นอะไรมากหรอก กินยาลมแล้วเดี๋ยวก็คงจะหาย
            เวลาผ่านไปประมาณ 20 นาทีหลังจากกินยาลม อาการไม่ดีขึ้น กลับหายใจยากขึ้นจนรู้สึกหน้ามืดและใจสั่น จึงบอกลูกชายให้พาไปโรงพยาบาล
            ประมาณ 15 นาที จากบ้านถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด ลูกชายจอดรถส่งข้าพเจ้าที่หน้าห้องฉุกเฉินก่อนที่เขาจะขับรถไปหาที่จอดซึ่งหายากมากที่โรงพยาบาลแห่งนี้
            ข้าพเจ้าลงจากรถเดินกะย่องกะแย่งผ่านคนหน้าตาซีดเซียวอมทุกข์หลายคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นไปที่โต๊ะคัดแยกผู้ป่วยที่หน้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งมีแต่เครื่องวัดความดันเก่าๆวางอยู่ ไม่มีพยาบาล ไม่มีผู้ช่วยพยาบาล ไม่มีแม้แต่เวรเปลหรือใครทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้องเป็นพนักงานของโรงพยาบาล ข้าพเจ้าเริ่มหมดแรง หน้ามืดจึงนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะนั่นและฟุบหน้าบนโต๊ะอย่างทอดอาลัย
            นานเท่าไหร่ไม่แน่ใจ ได้ยินเสียงผู้หญิงเรียก “ลุง ลุง เป็นอะไร?”
             “แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก” ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นตอบ
            “ลุงทำบัตรหรือยัง? มีญาติมาไหม?” เธอถามต่อ
            “ยังไม่ได้ทำบัตร มากับลูกชาย กำลังเอารถไปจอด” ข้าพเจ้าพยายามตอบ
            เธอถามชื่อข้าพเจ้าและเรียกเวรเปลมาจัดการเอาข้าพเจ้าขึ้นเปลเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
            ในห้องฉุกเฉิน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเด็กร้องด้วยความเจ็บปวดและเรียกหาแม่ตลอดเวลา ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องครวญคราง ได้ยินเสียงคนแก่ครางฮือๆ ได้ยินเสียงหมอ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สอบถามผู้ป่วยถึงอาการต่างๆ
            เวรเปลเข็นข้าพเจ้าไปจอดเทียบกับเตียงด้านในสุด ซึ่งมีคนนอนสงบนิ่งอยู่ ข้าพเจ้าเหลือบเห็นปลายเท้าที่โผล่ออกมาจากผ้าที่คลุมตั้งแต่หัว ซีดขาวมากกว่าคนปกติ ข้าพเจ้ารู้สึกสงสัยว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า!?
เวลาผ่านไปพอสมควร มีพยาบาลมาถามชื่อและอาการของข้าพเจ้า วัดความดัน วัดคลื่นหัวใจ เจาะเลือดและดูดเลือดไปหลอดใหญ่ หลังจากนั้นก็เอากระปุกเล็กๆให้ข้าพเจ้า บอกให้ไปเยี่ยวใส่กระปุกมาให้เขา
 ข้าพเจ้าลงจากเตียงเข็นโดยการพยุงของพยาบาลไปหน้าห้องน้ำ ก่อนเข้าห้องน้ำเธอบอกว่า “ทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนฉี่นะลุง” ข้าพเจ้าพยักหน้าให้เธอสองหงึกก่อนเข้าห้องน้ำ
            หลังออกจากห้องน้ำพร้อมกระปุกเยี่ยวส่งให้พยาบาลคนเดิม เธอพยุงไปที่เตียงอย่างทุลักทุเล เพราะข้าพเจ้ามือแขนชาและกำลังหมดแรงลงเรื่อยๆ
            เมื่อมาถึงเตียง เขาเอายาเม็ดมาให้อมไว้ใต้ลิ้น ประมาณ2-3 นาที หลังจากนั้น เขาถามว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง? ดีขึ้นบ้างไหม? ถ้าคะแนนเต็มสิบ จะให้คะแนนเท่าไหร่..ข้าพเจ้าให้คะแนนตัวเองไปตามความรู้สึกในขณะนั้นว่าประมาณครึ่งของคะแนนเต็ม..เขาพยักหน้าอย่างพอใจและบอกให้ข้าพเจ้านอนรอฟังผลเลือดต่อไป
กระทั่งตีสามครึ่ง จึงมีหมอหนุ่ม หน้าตาดีเหมือนพระเอก“บุพเพสันนิวาส” มาถามอาการและบอกข้าพเจ้าว่า “ลุงเป็นลิ่มเลือดอุดตันนะ ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อจะดูอาการอีกสักวัน” ข้าพเจ้าก็ได้แต่พยักหน้ารับทราบ
            หลังจากนั้นก็มีรายการวัดความดันอีกครั้ง วัดคลื่นหัวใจอีกครั้งและฉีดยาที่สะดือหนึ่งเข็ม ก่อนฉีดข้าพเจ้าถามพยาบาลว่าเป็นยาอะไร จึงต้องฉีดที่สะดือ(เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ถูกหมาบ้ากัด)..เธอบอกว่าเป็นยาลดน้ำตาล ลุงมีน้ำตาลในเลือดตั้ง361นะ โดยปกติคนมีน้ำตาลสูงขนาดนี้ เขาช๊อคตายไปเยอะแล้วนะ..ทำเอาข้าพเจ้าสะดุ้งเยือก
            หัวรุ่งคืนนี้ คนไข้ฉุกเฉินไม่มีเข้ามาเลย ห้องฉุกเฉินจึงเงียบเชียบดี ข้าพเจ้านอนอยู่บนเตียงเข็นในห้องฉุกเฉินติดกับคนที่ไม่ขยับตัวเลยตั้งแต่เราเจอกัน วินาทีนี้ข้าพเจ้ามั่นใจ 10 คะแนนเต็มตามที่ระแวง เพราะตั้งแต่ข้าพเจ้ามานอนอยู่ใกล้เขา ไม่เห็นมีพยาบาลหรือหมอมาถามอาการ วัดความดัน วัดคลื่นหัวใจ เจาะเลือดหรือทำอะไรกับเขาเลย ข้าพเจ้าไม่กลัวผีหรอก..แต่ก็ไม่ชอบนอนติดกับคนตายสักเท่าไหร่ หึหึ.
กระทั่งตีห้าครึ่ง ข้าพเจ้ารู้เวลาเพราะจะเหลือบตามองนาฬิกาที่แขวนอยู่ใกล้โต๊ะหมอเวรบ่อยๆ
พยาบาลมาถามว่า “ลุงมีญาติหรือเปล่า?”
“มีลูกชายครับ แต่ตอนนี้เขากลับบ้าน จะมาตอนเช้า” ข้าพเจ้าตอบเธอ
“ถ้ายังงั้น เราจะย้ายลุงไปที่ตึกผู้ป่วยก่อนนะ” เธอบอก
ข้าพเจ้าพยักหน้าเชิงรับรู้
หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่เวรเปลหน้าตายับยู่ยี่(คงจะถูกปลุกจากนั่งหลับ)มาเข็นเตียงข้าพเจ้า กระแทกโน่น กระทบนั่น ตึงตัง โครมคราม ไปเข้าลิฟท์ ขึ้นไปชั้นที่2 ออกจากลิฟท์ เขาเข็นไปจอดเอี๊ยดอยู่ในทางเดินแคบๆ แสงไฟสลัวๆ ไม่มีคนแม้แต่คนเดียว แล้วเขาก็หายไปทางไหนก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าสังเกตไม่ทัน
ประมาณ 5 นาทีหลังจากนั้น มีผู้ชายอีกคน มาจากทางไหนก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน เข็นข้าพเจ้าเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้ารู้ทันทีจากประสบการณ์ว่าเป็นห้องเอ็กซ์เรย์
“ทำไมต้องเอ็กซ์เรย์ด้วย?” ข้าพเจ้าถามเขาเบาๆอย่างเกรงใจ
“ไม่รู้ ต้องถามหมอเอาเอง” เขาตอบหนักๆ อย่างไม่เกรงใจ
ข้าพเจ้าเงียบกริบและทำตามคำสั่งของเขา ซึ่งบอกให้ข้าพเจ้านอนนิ่งๆอย่าหายใจ ข้าพเจ้าทำตามคำสั่งของเขาอย่างว่าง่าย หึหึ
เสร็จสิ้นขบวนการ เขาเข็นข้าพเจ้ามาไว้ในทางเดินแคบๆที่เดิม แต่เริ่มมีแสงสว่างจากภายนอกเข้ามาบ้างแล้ว
ไม่นาน เวรเปลคนแรกก็มาเข็นข้าพเจ้าต่อไปตามทางเดินซึ่งเริ่มเห็นคนเดินกันพลุกพล่านบ้างแล้ว ผ่านตึกต่างๆ กระทั่งขึ้นไปชั้นที่2 ของตึกอายุรกรรมชาย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะถูกเจาะคอเพื่อให้อาหารทางสายยางและหายใจกับเครื่องอ๊อกซิเจน บางคนนอนตาค้างเหมือนปลาตายก็มี ประมาณว่าเข้าขั้น “โคม่า”เกือบทุกคน
เจ้าหนุ่มหน้ายู่ยี่ พยายามเข็นเตียงของข้าพเจ้าเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยเตียงของผู้ป่วย แม้กระทั่งตามทางเดิน กระทบกระแทกเบียดเสียดเข้าไปเพื่อหาเตียงว่างให้กับข้าพเจ้า แต่เข้าไปได้ไม่ถึงครึ่งทางก็ต้องเบรกกึก เมื่อพยาบาลคนหนึ่งตะโกนมาว่า “ไม่ต้องเข้ามา ไม่มีเตียงว่าง พาไปรอหน้าห้องก่อน” นั่นแหละเขาถึงได้ยอมพาข้าพเจ้าถอยออกมาจอดไว้ที่หน้าห้องแล้วบอกข้าพเจ้าว่า “นอนอยู่นี่ก่อนนะ รอเตียงว่าง” แล้วเขาก็จากไปอย่างไม่ใยดี ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าแป๊ป!.
ประมาณเกือบๆ 8 โมงเช้า ในขณะที่ข้าพเจ้านอนดูผู้คนเดินกันพลุกพล่านและกำลังรู้สึกเวทนาตัวเองอยู่นั้น ก็มีนางฟ้าชุดขาวคนหนึ่งเข้ามาถามชื่อและขอดูดเลือดอีกหลอด แล้วบอกข้าพเจ้าว่าให้รอสักแป๊บจะหาเตียงให้
แป๊บหนึ่งจริงๆ ข้าพเจ้าก็ได้ลงไปนอนบนเตียงเสริมเตี้ยๆเหมือนเตียงไม้ที่มีขายตามงานวัด ซึ่งเจ้าหน้าที่เอามาจัดวางไว้ตรงกลางสามแยกพอดี เพราะปลายเตียงเป็นทางเข้าห้องผู้ป่วย ถัดไปทางซ้ายมือเป็นลิฟท์ ถัดไปอีกมีเตียงผู้ป่วย 2 เตียงอยู่ในซอก ถัดไปอีกเป็นประตูออกไประเบียงตึก ทางด้านขวามือถัดจากทางเข้าห้องผู้ป่วย มีเตียงผู้ป่วย 2 เตียงอยู่ในซอก ถัดไปเป็นบันไดขึ้นลงและบนหัวนอนของข้าพเจ้ามีเตียงผู้ป่วยตลอดผนังริมหน้าต่าง เตียงของข้าพเจ้าจึงอยู่กลาง 3 แยกพอดีและเป็น 3 แยกที่ไม่มีไฟสัญญาณจราจรเสียด้วย การจราจรที่คับคั่ง จึงมีการกระทบกระทั่ง เฉี่ยวชนกันตลอดเวลา ข้าพเจ้านอนเฉี้ยว เฉียว
ข้าพเจ้าถามนางฟ้าคนหนึ่งที่เดินมาใกล้ๆว่าพอจะมีห้องพิเศษบ้างไหม?
เธอบอกว่าต้องไปติดต่อสอบถามที่ห้องทำบัตรลงทะเบียน
มีเสียงแทรกมาจากใกล้ๆ “โอ้ยยย อย่าไปถามให้เสียเวลาเล้ย ห้องพิเศษไม่ว่างหรอก บางคนมาจองไว้ จนหายป่วยกลับไปก็ยังไม่ได้” ข้าพเจ้าหันมองไปตามเสียงก็เห็นผู้หญิงคนที่พูดกำลังถูพื้นอยู่

โปรดติดตามตอนต่อไป..


วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เมื่อนายชำมะเท่งเป็นลูกศิษย์แป๊ะกง



เรื่องนี้นายชำมะเท่งไม่ได้เล่าให้ใครเชื่อหรือไม่เชื่อ ศรัทธาหรือไม่ศรัทธา เพียงเล่าให้อ่านเรื่องตกกระไดพลอยโจนของผมเท่านั้นเอง
สำหรับผม ถึงอย่างไรก็ยังเชื่อคำพูดของคนโบราณ อยู่บ้างว่า ไม่เชื่อจงอย่าลบหลู่สำหรับท่านผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณเอาเองน่ะครับท่าน.
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 52  ผมอยู่ที่ โรงขายทัวร์ หาดลายัน ตอนเย็นของวันนั้น ได้รับโทรศัพท์จากพรรคพวก ให้ไปร่วมพิธี “ทรงเจ้าแป๊ะกง” ซึ่งเป็นเทพเจ้า ตามความเชื่อของคนจีนมาตั้งแต่โบราณ เป็นการเชิญมาเพื่อ ตรวจดูโชคชะตาและเสริมดวงให้กับผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใส ต่อ เทพแป๊ะกง องค์นี้
ตอนแรกที่ได้รับโทรศัพท์ ผมตอบปฏิเสธไปด้วยเหตุผล ความไม่สะดวกหลายประการ จนเวลาผ่านไป เกือบสองทุ่ม พวกก็โทรมาคะยั้น คะยออีก กระทั่งผมทนตื้อไม่ไหว จึงต้องตอบตกลงว่าจะไป แต่จะอยู่ร่วมพิธีด้วยได้ไม่นาน
ค่ำวันนั้น ผมออกจากหาดลายัน มาถึงบ้านที่ทำพิธีทรงเจ้าในเมืองภูเก็ต ประมาณ สามทุ่มเศษ ขณะที่ผมมาถึงเขาจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องเซ่นไหว้เทพเจ้า ทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพแล้ว เพียงแต่รอฤกษ์และเจ้าภาพ ที่กำลังเดินทางมาจากโรงแรมที่พักในตัวเมืองภูเก็ตเท่านั้น
ผมได้รับการทักทายจาก ร่างทรงหรือคนทรงเจ้า ด้วยความยินดี และแล้ว..เรื่องเล่าเรื่องนี้ก็เกิดขึ้น เมื่อคนทรงเจ้า ขอร้องให้ผมช่วยเป็น ลูกศิษย์แป๊ะกง ในการประทับทรงคืนนี้ ผมตกใจ ร้อง เฮ้ย.. ใจหายวาบ ผมนึกในใจ ซี้เลี้ยว แหงๆ รีบปฏิเสธ ว่า เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เข้าใจ และไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้
ด้วยความ สัตย์จริง พี่น้องเอ๋ย ผมมาอาศัย ทำมาหากินอยู่ ภูเก็ต 25 ปีแล้ว ก็จริงอยู่ แต่ผมไม่เคย ถือศีลกินเจ กับเขาแม้แต่สักวันเดียว เทศกาลถือศีลกินผัก กินเจ แต่ล่ะปี คนภูเก็ต ทั้งเชื้อสายจีน ทั้งไม่จีนเขาไปอ๊ามไหว้พระ สวนมนต์ กินอาหารเจกันทุกคน ส่วนตัวผมกินปลา กินหมู กินไก่ ตามปกติและไม่เคย เข้าร่วมพิธีกรรมอะไรกับเขาสักอย่าง แล้วอยู่ๆจะให้ผม ไปเป็นลูกศิษย์แป๊ะกง ท่านจะได้หักคอผม ซะปะไร..ไม่เอาด้วยหรอก
แต่ ทางร่างทรงก็ยังยืนยันที่จะให้ผมเป็นลูกศิษย์แป๊ะกงให้ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีคนอื่นที่เหมาะสมกว่าผมอีกแล้วสำหรับการทรงในคืนนี้ ผมถามร่างทรงว่า"ผมเหมาะสมยังไง?" ร่างทรงบอกว่า "แป๊ะกงท่านชอบกินเหล้าและชอบให้ลูกศิษย์กินด้วย ผมจึงเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็น ลูกศิษย์แป๊ะกง ..ฮ้า.ฮ้า..เป็นยังงี้ นี่เอง
ผมถึงบางอ้อ ครับท่านผู้ชม ถึงว่า ผมสังเกตุเห็น รีเจนซี่ขวดใหญ่วางอยู่บนโต๊ะ พิธีด้วย แบบนี้เทพกับลูกศิษย์บาปหนาอย่างผมน่าจะพอไปกันได้ ฮิ ฮิ..

ผมยังมีข้อกังขาเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสาร ระหว่างผมกับแป๊ะกงและคนอื่นๆ ตามความเข้าใจของผมต้องเป็นภาษาจีนแน่ๆ ซึ่งหูผมไม่กระดิกแม้แต่คำเดียว ร่างทรงบอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น มีคนแปลอยู่ที่นี่แล้ว และลูกศิษย์ อย่างผมก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ภาษาจีน เพราะผมมีหน้าที่แค่ รินเหล้า รินน้ำชา จุดบุหรี่ หยิบหมากพลู ส่งให้แป๊ะกง เท่านั้น ซึ่งแป๊ะกง ใช้วิธีชี้เอาสิ่งที่ต้องการ เป็นสื่อที่เข้าใจง่ายๆ
เป็นอันว่าผมจำยอมเป็นลูกศิษย์แป๊ะกงแบบตกกระไดพลอยโจนจนได้ ต่อจากนั้น ผมต้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดซึ่งเขาจัดเตรียมไว้ให้แล้ว เป็นชุดเสื้อผ้าคล้ายๆ กับ พวกถือศีลกินผั หรือพวกม้าทรงที่ใช้เหล็กแหลมแทงปากตอนเทศกาล ถือศีลกินเจนั่นแหละ 
เมื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพ ผมสำรวจดูตัวเอง..ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน แฮะ.. ดูขลังไม่เบา ผมนึกครึ้มๆ นี่เมื่อถึงตอนทำพิธีจริงๆ เกิดมีเจ้าองค์ไหนหลงมาเข้าร่างผม คงสนุกพิลึก ฮา ฮา ฮา
อีกประมาณ 10 นาที จะ 4 ทุ่มก่อน ฤกษ์ทรง คณะเจ้าภาพก็มาถึง เป็นผู้ชาย 5 ผู้หญิง 1 
ผู้ชาย 2 คนเป็นชาว สิงค์โป อึก 2 คนเป็นคนมาเลเซีย ทั้ง 4 คนอายุ เกิน 50 ปี ฟังว่า ทั้ง 4 คน เป็นเพื่อนกัน มีอาชีพ เกี่ยวกับบริษัทตัวแทนขายรถยนต์ประมาณนี้
 ส่วนผู้ชายคนไทยอีกคนอยู่หาดใหญ่ เป็นคนนำมา ส่วนผู้หญิงสาวไทยเป็นกิ๊ก ของคนมาเลย์ ฯ โอ้ยยย มึน.
รวบรัดตัดตอน เมื่อได้เวลา 4 ทุ่มตรง ร่างทรงเข้าประจำที่ ส่วนผมเข้าประจำตำแหน่งลูกศิษย์เอก (เปรียบตัวเองเป็น เหงเจี๊ยะเชียว)
 ประมาณ 5 นาที รางทรงเริ่มสั่น พั๊บ พั๊บ แผล็บเดียวลุกขึ้นตบโต๊ะโครม..ผมสะดุ้งโหยง ตกใจถอยหลังกรูด เพราะไม่ทันได้ตั้งหลัก..แป๊ะกงมาแล้วครับ ท่านผู้ชม.. มาถึงก็หัวเราะ ฮ้า ๆ ๆ แล้วชี้ ไปที่ขวดรีเจนซี่เป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นก็ชี้ไปที่กาน้ำชา และบุหรี่ ตามลำดับ คนแปลภาษาที่นั่งอยู่ข้างๆ บอกให้ผมรินเหล้า ผมรีบเปิดฝาขวดเหล้ามือไม้สั่น กว่าจะเปิดได้เล่นเอาเหงื่อแตกพลั๊ก ๆ แถมรินเหล้าหกอีกต่างหาก ส่งจอกเหล้าให้แป๊ะกง ท่านกระดกพรวดเดียวเกลี้ยง..ผมรีบรินน้ำชามือไม้สั่นส่งให้ ตามด้วยบุหรี่ที่ผมจุดให้เสร็
แป๊ะกงพูด กำเสี่ย กำเสี่ย อันนี้ใครไม่ต้องแปล ผมก็รู้.. แป๊ะกง อัดบุหรี่พ่นควันโขมงแล้วชี้ให้ผมรินเหล้าใส่ จอกเล็กๆ 8 จอกที่วางอยู่ในถาด ทำกิริยาให้ผมกินแล้วชี้ไปที่คนอื่นๆ ตายโหง..! ผมตาเหลือก ล่อเข้าไปทีเดียว 8 จอกนั่น ศิษย์เอกตีลังกาแน่นอน..คนแปลรีบบอกผมว่า ให้ผมกินจอกเดียว ที่เหลือส่งให้คนอื่นๆเขา เฮ้อ..โล่งอกไปที.

หลังจากที่ได้กินเหล้ากันครบทุกคน แป๊ะกงเริ่มถามว่า ที่เรียกมานี่ ใคร? มีเรื่องเดือดร้อนอะไร?..
ผู้ที่มาจากต่างประเทศเหล่านั้นก็ทยอยเข้าไปหาทีละคน บอกเล่าปัญหา ความเดือดเนื้อร้อนใจ และขอให้แป๊ะกง ช่วยบำบัด ปัดเป่า ชี้ทางออกให้ด้วย ซึ่งแต่ล่ะคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน ในที่นี้ผมจะไม่ขอเล่ารายละเอียดน่ะครับ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกศิษย์ อย่างผม
เมื่อแป๊ะกงได้รับรู้ปัญหาก็เริ่มทำการปัดเป่าให้ทีล่ะคน โดยพิธีการขั้นตอนที่ทำให้แต่ล่ะคนจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนักและขณะที่ทำพิธีเสร็จแต่ล่ะขั้นตอน แป๊ะกงจะเรียกหาเหล้าและบุหรี่ทุกครั้ง และก็บอกใบ้ให้ผมกินเหล้าทุกครั้งเหมือนกัน กว่าจะเสร็จพิธีการ จนครบหมดทุกคน นับไม่ถ้วนว่ากี่สิบขั้นตอนและกี่สิบจอก

ท่านผู้ชมที่เคารพ ประมาณเที่ยงคืนแป๊ะกง สร็จภารกิจ.! ร่างทรงก็หายหลังตึง.!เมื่อแป๊ะกงออกจากร่างทรงเป็นที่เรียบร้อย..
ส่วนผมศิษย์เอก หายท้องโครม.! เมื่อรีเจนซี่ เข้าไปทรงในร่าง มากเกินไป.. อ้วก..อ้วกกกกกก

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พ่อค้าปลาทับทิม


เมื่อครั้งก่อน ชำนาญ ณ.อันดามัน เป็นพ่อค้าลองกอง ได้สัมผัสและเรียนรู้วิธีการ การเป็นพ่อค้าประเภทนำสินค้าจากแหล่งผลิตหรือต้นกำเนิดไปยังผู้บริโภคหรือลูกค้า คือไปซื้อลองกองจากสวนมาขายเอง ตามตลาดนัด

มาครั้งนี้ ชำนาญ ณ.อันดามัน ได้ไปสัมผัสและเรียนรู้วิธีการ การเป็นพ่อค้าคนกลาง สินค้าประเภทปลาสด คือการไปซื้อปลาสดจากแหล่งผลิตหรือจากกระชังเลี้ยงปลา เอามาขายส่งให้แม่ค้าขายปลีกอีกทอด โดยไม่ต้องไปขายปลีกเอง ขั้นตอนและเรื่องราวเป็นอย่างไร เชิญติดตามต่อไปครับ

ตามประสาคนที่มีเวลามาก(ยังไม่ถึงเวลาเปิดทัวร์) เอาเป็นว่าเป็นคนตกงานอะไรประมาณนั้น จึงได้เที่ยวตะลอนๆ ซอกๆซอนๆ ไปพบปะเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ประกอบอาชีพต่างๆกัน บอกกันตรงๆว่าจะหาข้อมูลดิบๆ เอามาเขียนเรื่องดิบๆ(เผื่อว่าท่านๆอยากอ่านบ้าง) เพื่อสนองตัณหาดิบๆให้ตัวเองก็เท่านั้น ไม่มีอะไรมาก

ในเมื่อมีเจตนาหรือตั้งใจจะค้นหา มันก็ต้องเจอจนได้ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย ค้นไป หามา คราวนี้เจอเพื่อนเก่า เกลอแก่ สมัยที่ทำงานบริษัททัวร์ด้วยกันเมื่อสิบกว่าปีก่อนนู้น เกลอลาออกมาก่อนผมหลายปี ด้วยความคิดที่ว่าเป็นลูกจ้างชีวิตไม่รุ่ง ประมาณนั้น ก็เลยออกมาซื้อรถเก๋ง วิ่งรับ-ส่งนักท่องเที่ยวระหว่าง สนามบินภูเก็ต ไปส่งตามโรงแรมบนหาดต่างๆ ในเกาะภูเก็ต หรือแล้วแต่ว่านักท่องเที่ยวจะว่าจ้างให้ไปส่งที่ไหน ถ้าราคาเป็นที่พอใจ ไม่ปฏิเสธ เพราะไม่มีสังกัด จัดอยู่ในประเภทแท็กซี่ผี อะไรทำนองนั้น

เกลอประกอบอาชีพนี้มาจนกระทั่งรถพังไป 3 คัน(มันเคยขับของผมพังคาตีนไปคันหนึ่งด้วย) โดยการแหกโค้งบ้าง ชนเกาะกลางถนนบ้าง แต่ตัวมันเองรอดมาได้ทุกที ไม่เคยบาดเจ็บสักครั้ง(ผมไม่เคยเห็นมันห้อยพระเครื่อง) จนครั้งสุดท้าย ออกป้ายแดงแจ๋ มาได้ประมาณ 15 วัน และเมื่อขากลับจากขับมาอวดผมที่บ้าน มันอัดเอาเสาไฟฟ้าพังยับไปทั้งคัน(ตัวมันรอดอีก) คราวนี้มันถึงคิดได้ว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนอาชีพได้ซะที เพราะที่ทางสวนของแม่มัน หมดไปหลายแปลงแล้ว

แนะนำกันหน่อย เพื่อนผมคนนี้ ชื่อสำราญ หรือเจ้าราญ(เรียกแบบคนสุราษฎ์ฯ) แต่ผมเรียกมันว่า “ไอ้ผี” (เพราะรูปร่างของมันผอมแห้งเหมือนผีจริงๆ) ติดปากมาตั้งแต่ทำงานด้วยกันที่บริษัททัวร์ ส่วนถิ่นถานบ้านเกิดเมืองเดิม ก็เป็นคน อ.พุนพิน สุราษฎร์ธานี มาอยู่ภูเก็ตหลายปีดีดักเหมือนผม

หลังจากเลิกเป็นโชเฟอร์ แท็กซี่ผี ไม่กี่เดือน มันจึงได้หันเหชีวิตมาประกอบอาชีพ เป็น “พ่อค้าปลาทับทิม” จนพอเป็นที่รู้จักกันในวงการพ่อค้า แม่ค้า และผู้เลี้ยงปลาทับทิม ทั่วไปในชื่อว่า “โกก้อง ปลาทับทิม” รู้สึกว่าตัวมันเอง จะพอใจกับฉายานี้ไม่น้อย และผมก็ต้องจำใจเรียกมันว่า “โกก้อง” แทน “ไอ้ผี”ตามที่มันขอร้องแกมบังคับ

เมื่อวันหนึ่ง ผมซอกแซกไปหา ไอ้ผี เอ็ย..โกก้อง ที่บ้านของมัน แล้วบอกจุดประสงค์ของผมว่าจะขอไปดูการซื้อปลาทับทิมกับมันด้วย เพื่อจะได้เอาข้อมูลมาเขียนลงอินเทอร์เน็ท จะขัดข้องหรือไม่

มันตอบตกลงด้วยความยินดีและบอกกับผมว่าให้เขียนถึง “โกก้อง ปลาทับทิม” มากๆ มันจะได้ดังซักที แล้วก็เปิดโอกาสให้ผมทันที่ว่า วันพรุ่งนี้ถึงรอบวันที่มันจะไปซื้อปลาพอดี ถ้าผมพร้อมจะไป มันจะขับรถไปรับผมที่บ้าน ผมตอบตกลงทันทีเหมือนกัน แล้วต่อจากนั้นมันก็เลี้ยงดูปูเสื่อผมเป็นการใหญ่ โดยมีปลาทับทิมตัวเขื่องๆ ทอดขมิ้นเป็นกับแกล้มจนหมดไปหลายตัว ผมจึงได้กลับบ้าน

วันรุ่งขึ้น โกก้อง มารับผมที่บ้าน ประมาณเที่ยง ตามนัด เพื่อไปกระชังเลี้ยงปลาที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี โดยใช้เส้นทาง ภูเก็ต-พังงา-ทับปุด-เขาต่อ-สามแยก อ.พนม-บ้านตาขุน –ผ่านสามแยกเข้าเขื่อนเชี่ยวหลาน(รัชประภา) ที่จุดนี้ โกก้อง แวะซื้อน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ เอาใส่ในถุงผ้าใบบนกระบะท้ายรถ ที่แยกเป็น 2 ถุงสำหรับไว้ใส่ปลาเป็นๆ โดยแบ่งน้ำแข็งใส่ในถุง ถุงละ 3 ก้อน เอ๊ะ..ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าด้วยเหตุผลอันใด?ทำไมจึงต้องใส่น้ำแข็ง? ก็ในเมื่อไปซื้อปลาตัวเป็นๆ ไม่ได้ซื้อปลาตาย จะเอาปลาตัวเป็นๆแช่น้ำแข็งรึ? ต้องเพี้ยนแน่ๆ

ไม่ได้เพี้ยนครับ มันมีเหตุผล ที่ผมก็เพิ่งรู้ครับท่านผู้ชม แล้วจะเล่าให้ฟัง


ถุงผ้าใบ พร้อมด้วยน้ำแข็งที่เตรียมไว้แช่ปลาเป็นๆ

ไม่กี่นาทีต่อจากนั้น เราก็ออกเดินทางต่อ ไปบนถนนสายสุราษฎ์ๆ ถึงบ้านบางเดือน เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปประมาณ 3 กม.จนถึงคลองพุมดวง ในเขต อ.พุนพิน

โกก้อง ขับรถเข้าไปจอดที่จุดแรก เจ้าของกระชังพาเราไปดูปลาที่เลี้ยงไว้ใน

คลองพุมดวง แต่ปรากฏว่าปลายังตัวเล็กไม่ได้ขนาด โกก้อง จึงปฏิเสธที่จะซื้อ ซึ่งก็ทำเอาผู้หญิงเจ้าของกระชังเลี้ยงปลา แสดงความผิดหวังอย่างมาก คะยั้นคะยอให้ โกก้อง ช่วยซื้อให้ได้ เพราะเหตุผลว่า ผัวแกผ่าตัดสมองอยู่ที่โรงพยาบาล แกมีความจำเป็นต้องใช้เงิน แต่เหตุผลของ โกก้อง ก็จำเป็นเหมือนกัน เพราะว่าถ้าซื้อไปแล้ว ขายไม่ได้ก็เจ๊ง

เราจึงจำใจออกจากกระชังนั้นมาด้วยความเห็นใจ เพื่อไปดูกระชังถัดไป


กระชังทีมีปลาขนาดพอจับได้

เราไปถึงจุดที่สอง ไม่ห่างจากจุดแรกมากนัก อยู่ในคลองพุมดวงเหมือนกัน จุดนี้ ปลามีขนาดเดียวกันทั้งกระชังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โกก้อง ตกลงบอกให้จับทันที 300 กก.ในราคา กก.ละ 73 บาท

โกก้อง จัดการเอาน้ำใส่ลงในถุงผ้าใบท้ายรถ(ที่ยังมีน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ) พร้อมทั้งติดเครื่องทำอ๊อกซิเจน เตรียมไว้รอรับปลา ที่กำลังจับ


วิธีการจับปลา

วิธีการจับปลา จะใช้สวิงที่มีด้ามยาวพอประมาณช้อนตักปลาจากกระชังขึ้นมาใส่ตะกร้าที่มีอวนตาข่ายรองไว้อีกที เมื่อตักได้เต็มตะกร้า จึงลำเลียงด้วยการชักรอกมาขึ้นตาชั่ง ซึ่งจะมีน้ำหนักประมาณ 35-45 กก.ต่อ 1 ตะกร้า ต่อจากนั้นก็ยกไปใส่ในถุงผ้าใบบนกระบะท้ายรถ เป็นอันจบกระบวนการ แต่จะต้องรีบทำ ไม่ยังงั้น ปลาขาดอากาศนานๆ พาลตายเกลี้ยง


เครื่องชักรอกแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

ทีนี้ มาดูข้อมูลการเลี้ยงปลาทับทิมและปลานิลจิตรลดากันพอสังเขป ขณะรอเวลาพวกนั้นจับปลา

หมายเหตุ....ปลาทับทิม มีสีแดงชมพู ส่วนปลานิลจิตรลดา มีสีดำ ส่วนใหญ่เกษตกรจะเลี้ยงปลาทับทิม ประมาณ 60% ปลานิลจิตรลดา 40%

สิ่งแวดล้อมหรือสถานที่ ที่เหมาะกับการเลี้ยงปลาทับทิมและปลานิลจิตรลดา ต้องเป็นแม่น้ำหรือลำคลองที่มีน้ำลึก ยิ่งลึกมากยิ่งดีและน้ำไหลตลอดเวลา(แต่ไม่เชี่ยวมาก)เพราะน้ำจะได้สะอาดและมีอ๊อกซิเจนเพียงพอ สำหรับปลา

ต่อจากนั้นผู้เลี้ยงจะต้องสร้างกระชัง(ไม่ขออธิบายวิธีการสร้างกระชัง นายชำนาญกลัวได้ ดร. อิอิ) ขนาดประมาณ 5x5 เมตร ผูกไว้ริมแม่น้ำ เพื่อสะดวกต่อการดูแลรักษาและให้อาหาร จะสร้างกี่กระชังก็ได้ตามกำลังทุนที่มี

แล้วก็ไปหาซื้อลูกปลาทับทิมหรือปลานิลจิตรลดา(ในเครือCPเขาอนุบาลไว้เยอะแยะ) ประมาณอายุ 45-60 วัน น้ำหนักตัวปลาซัก 20-30 ตัว ต่อกิโลกรัม ราคาตัวละ 4 - 4.50 บาท(ราคาขึ้นอยู่กับทิศทางลม) เอามาใส่ในกระชัง กระชังละสัก 2,000 ตัวเห็นจะได้ ส่วนใหญ่เขาเลี้ยงกัน 10 กระชังขึ้นไป ทีนี้ลองเอา 2,000 คูณ 4 ดูแล้ว บรือๆๆๆ ก็ไม่เบา

ต่อจากนั้นก็คอยให้ข้าว ให้น้ำ เอ๊ย...ให้อาหาร(ของปลา) และคอยเฝ้าระวังอย่าให้ได้รับภัยอันตรายใดๆทั้งปวง รวมไปถึงไอ้พวกโจร กก.ละ 73 บาทด้วย พร้อมทั้งพยายามนับเวลาให้ถึง 120-150 วันเร็วๆ เข้าไว้

จนกระทั่งพวกหนูๆเหล่านั้น มีน้ำหนักตัวละ ประมาณ 8 ขีดขึ้นไป( ซึ่งกำลังกินจุ)จึง รีบโทรหาพ่อค้าคนกลางมาจับเอาไปโดยเร็ว ขืนชักช้าพวกมันชวนกันกินทั้งวันทั้งคืน คนเลี้ยงหมดตัวแน่ หรือไม่งั้น วันดีคืนดี พวกมันก็ชวนกันพร้อมใจตายยกเล้า

เมื่อพวกพ่อค้า แม่ค้าคนกลาง มาจับไปหมดแล้ว เราก็จัดการทำความสะอาดกระชังทิ้งไว้ซัก 1 อาทิตย์ แล้วค่อยไปหารุ่นน้องมาใส่กระชังไว้อีก ทำวนเวียนอยู่แบบนี้จะได้ ปีละ 3 ครั้ง ถ้าไม่ม้วนเสื่อเสียก่อนด้วยเหตุผลว่ามันชวนกันตายยกเล้า เพราะน้ำเน่าจากโรงงานหรือสาเหตุประการใดๆก็ตาม ไม่เกิน 2 ปี ท่านจะได้ขับ โฟร์วีล 4 ประตู ป้ายแดงแน่ๆ

เป็นยังไงครับท่านผู้ชม ฟังแล้วรู้สึกอยากบ้างไหมครับ? ฮิ ฮิ ถ้าอยากก็ไปหาซื้อที่แถวๆสวนผึ้ง เอ๊ย เอ๊ย...แถวๆริมแม่น้ำตาปี (บ้านท่าน “เทพเทือก”) ลองเลี้ยงดู เผื่อว่าถ้าดวงสมพงศ์กับสัตว์น้ำ ไม่กี่ปีเป็นเศรษฐีปลาทับทิมขึ้นมา แล้วอย่าลืมชำนาญ ณ.อันดามัน ก็แล้วกัน ฮา ฮา..

ประมาณครึ่งชั่วโมง กระบวนการจับปลา เสร็จเรียบร้อย โกก้อง จ่ายเงินให้เจ้าของกระชัง (จ่ายสดงดเครดิต) แล้วเราก็รีบออกมาจากที่นั่น เพื่อไปให้ถึงร้านขายน้ำแข็ง ก่อนที่อุณหภูมิของน้ำในถุงผ้าใบจะสูงมากเกินไป จากฟองอากาศที่มาจากเครื่องทำออกซิเจน

ถึงบางอ้อ หรือยังครับว่าทำไมต้องเอาน้ำแข็งแช่ปลาเป็นๆ ขนาดว่าตลอดเส้นทางจาก กระชังปลา กว่าจะถึงภูเก็ต ต้องแวะซื้อน้ำแข็งเติมถึง 3 ครั้ง แต่ก็ยังมีปลาตายไป 10 กว่าตัว

คืนนั้น เรากลับมาถึงบ้าน โกก้อง เกือบ 4 ทุ่ม จัดการถ่ายปลาจากรถลงไว้ในบ่อพัก รอวันรุ่งขึ้น จะได้นำไปส่งให้แม่ค้าตามตลาดสดและร้านอาหารต่างๆที่เป็นลูกค้าประจำ

เกือบเที่ยงคืน โกก้อง จึงได้มาส่งผมที่บ้าน

ชมคลิปวีดีโอ


เป็นยังไงครับ ท่านผู้ชม พอจะได้สาระบ้าง ไม่มากก็น้อยน่ะครับ
แล้วพบกันใหม่ โอกาสหน้าครับ สวัสดี
ชำนาญ ณ.อันดามัน

หมายเหตุ...ติดต่อโกก้อง โทร 089-2891532

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มะรือโบตก เมื่อ พ.ศ. 2510


นายชำมะนาญ จบชั้น ป.4 เมื่อ ปีการศึกษา พ.ศ. 2510 ที่จังหวัด นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิม แล้วไปเรียนต่อ ชั้น ป.5 ในปีการศึกษาเดียวกันที่โรงเรียนบ้านมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัด นราธิวาส ไปอยู่กับอา น้องผู้ชายคนสุดท้องของพ่อ ซึ่งเป็นครูอยู่ที่นั่น
ด้วยเหตุผลว่า พ่อกับแม่ของผมเป็นผู้สนับสนุนให้อาได้เรียนจบ ปกศ. จากโรงเรียนฝึกหัดครูจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ ปู่ของผมบริจากที่ดินให้หลายร้อยไร่ในสมัยนั้น ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
เหตุผลต่อมา อาเป็นคนโสด อยู่บ้านพักครู ไม่มีใครช่วยซักผ้าและหุงข้าวให้กิน
อีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลหลัก จากการวิเคราะห์ของผมในเวลาต่อมา คือโรงเรียนบ้านมะรือโบตก ได้เปิดหลักสูตรการเรียน การสอนชั้น ป.5 ขึ้นเป็นปีการศึกษาแรก เพราะเป็นโรงเรียนหัวหน้ากลุ่มในตำบลมะรือโบตก ทางโรงเรียนคงเกรงว่า จะไม่มีเด็กชั้น ป.5 ให้ครูสอน เพราะว่าเด็กไทยมุสลิม ที่นั่น พอเรียนจบชั้น ป.3-ป.4 พวกเขาก็ออกไปนิก๊ะ (แต่งงาน) มีครอบครัวทำมาหากินกันเป็นส่วนใหญ่ บางคนไม่จบ ป.1 ด้วยซ้ำก็ต้องออกจากการเรียน เพราะเขาพูดภาษาไทยไม่ได้และอีกหลาย ๆ เหตุผล
ด้วยประการฉะนี้ ผมจึงเป็นตัวเลือกของอา ที่ต้องไปเรียนที่นั่น ด้วยการเห็นดี เห็นงามของพ่อ ผมด้วย ส่วนแม่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะผมต้องไปอยู่ไกล ไปมา หาสู่ยากและกลัวลูกจะลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเป็นลูกคนโตของครอบครัวเสียด้วย
แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ต้องไป และยังมีเพื่อนผมอีกคน ที่ตกอยู่ในภาวะ จำยอมเช่นเดียวกับผม รายนั้นเป็นน้องครู ไปจากจังหวัดสงขลา ชื่อ สุดคนึง บุญมณี เป็นผู้ชายทั้งแท่งน่ะครับ แต่ชื่อมันสวยเหมือนผู้หญิง ปัจจุบันเป็นพันเอกพิเศษ สังกัดกองทัพภาคที่4 ผมขออนุญาตเอ่ยนามกับมันแล้ว (มึงอย่าฟ้องกูทีหลังน่ะโว้ย) แหะ แหะ ขออภัยท่านผู้อ่าน ติดปากน่ะครับ ทีกับผม มันเรียกชี่อพ่อผมทุกคำ
 โรงเรียนบ้านมะรือโบตก อยู่ห่างจากสถานีรถไฟมะรือโบ ไปทางทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ขณะนั้นยังเป็นถนนดินแดง
การเดินทางไปบ้านมะรือโบตกใช้รถไฟเป็นหลัก ถ้าขึ้นรถไฟจากสถานีมะรือโบ ไปทางทิศเหนือ จะถึง สถานลาโล๊ะ, สถานีอำเอเรือเสาะ, ยะหา, รามัน แล้วก็ยะลา จากสถานีมะรือโบ ไปทางทิศใต้ รถไฟวิ่งประมาณ 15 นาที จะถึงสถานีอำเภอระแงะ, ป่าไผ่, ไม้แก่น, เจาะไอร้องสุไหงปาดี,สุไหงโกลก
ถ้านั่งรถยนต์ จากมะรือโบไปทางตะวันออก จะถึงอำเภอยี่งอและตัวจังหวัดนราธวาส สมัยนั้นผมเที่ยวตะลอน ๆ ไปกับเพื่อนมุสลิม ทั้งในเมือง ทั้งเข้าป่า ขึ้นเขา หาสัตว์ เก็บผัก เก็บลองกอง ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้ร่วงหล่น เต็มโคนต้น ผิดกับสมัยนี้ กิโลฯเป็นร้อย แต่ก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้อีกแล้ว อะไรๆ เปลี่ยนไป!??.
รวบรัดตัดตอน เป็นว่านักเรียนชั้น ป.5 ของโรงเรียนบ้านมะรือโบตก ป๊การศึกษา 2510 หนึ่งห้องมีนักเรียน 20 กว่าคน เป็นนักเรียนไทยพุทธ 5 คน คือ หลานครู 1 คน น้องครู 1 คน ลูกนายสถานีรถไฟ มะรือโบ 1 คน ลูกสาวเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟ 1 คน ปัจจุบันนี้ เธอเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ โรงเรียนบ้านมะรือโบตกนั่นแหละ และลูกชาวบ้านที่ขายของอยู่บริเวณชานชาลา สถานีรถไฟอีก 1 คน
นอกเหนือจากนี้ เป็นนักเรียนไทยมุสลิมทั้งหมด หลายคนจบ ป.4 ไปแล้ว 1-2 ปี นักรึยนผู้หญิง บางคนมีลูก 1 คนบ้าง.. 2 คนบ้าง นักเรียนผู้ชายหลายคนมีครอบครัวแล้ว ทุกคนใช้ภาษายาวี สำเนียงท้องถิ่น พูดคุย สนทนากันเป็นปกติ ยกเว้น หลานครู กับน้องครู ที่หูไม่กระดิก อย่าว่าภาษายาวี เลย ขนาดภาษาไทยกลาง เรายังพูด ท้องแดง เลย... ฮา ฮา ฮา..

แต่เพี่อนๆมุสลิม ก็ดีใจหาย พยายามสอนให้เราพูดทุกวัน วันล่ะคำ สองคำ คำง่ายๆ อย่างเช่น อามอ แปลว่า ฉัน, แดมอ แปลว่า เธอ, มาแกนาสิ-กินข้าว,ดือฮาอาปอ-กับอะไร ดูวิ-เงิน, แกตอ-รถไฟ,นิก๊ะ-แต่งงาน,สุหนัต-พิธีขลิบปลายอวัยวะเพศเด็กผู้ชาย
หรือ ซอ-ดูวอ-ตีกอ-ปะ-ลีมอ-แน-ตูโย๊ะ-ลาแป-สิมิแล-สะปูโล๊ะ แปลว่า 1-2-3-4-5-6-7-8-9-10 บางคำ สำเนียง จะแตกต่างจากภาษายาวี สำเนียงกลางที่ใช้พูดกันในประเทศมาเลเซีย อย่างเช่น มากันนาสิ เป็น มาแกนาสิ, ซาตู เป็น ซอ ประมาณนี้.
แต่ที่แสบสันต์มากๆ อีตรงที่เพื่อนผู้ชาย มันสอนผมให้ไปพูดกับเพื่อนผู้หญิงว่าเธอสวยมากนี่สิที่ทำให้ผมจำประโยคนั้นจนวันตาย
มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากที่เพือ่นชายมุสลิมสอนให้ผมพูดและซักซ้อมจนมั่นใจดีแล้ว พวกนั้นก็ยุให้ผมไปพูดกับเพื่อนผู้หญิงมุสลิมคนนั้น ไอ้ผมก็พาซื่อไม่ร้องรำทำเพลง เดินเข้าไปหาผู้หญิงที่สวย ที่สุดในห้อง (สาวแขกผิวขาวปากแดงแก้มแดงครับทั่น) ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะซ้อมมาอย่างดี
หลังจากที่ผมพูดจบด้วยความภาคภูมิใจ ผลปรากฏว่า..เธอไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่ตบผมเปรี้ยง!. ทันทีเลยครับท่านผู้ชม!.. (เธอผู้นั้น ปัจจุบันนี้เป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านนิบง อยู่ในกลุ่มโรงเรียนมะรือโบตก ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมได้โทรไปขออนุญาต พาดพิงถึงเธอด้วย เธอไม่ว่าอะไร ยังคงใจดีเหมือนเดิมและที่สำคัญ เธอยังไม่นิก๊ะ ฮ้า.. )
ถึงใหนแล้วล่ะ? อ้อ.. ผมเพิ่งมารู้ทีหลัง จากเพื่อนผู้หญิงที่มีลูก 2 คน เธอบอกผมว่าประโยคนั้น มันแปลว่า ฉันขอร่วมรักกับเธอได้ไหม อัลลอฮ์...แค่ถูกตบน่ะมันยังน้อยไปครับท่านผู้ชม..
แต่..เรา ผมหมายถึง หลานครูกับน้องครู ซึ่งมาจากต่างถิ่น ก็ได้รับการยอมรับใว้ในสังคมของพวกเขา โดยไม่มีเงื่อนไขของความแตกต่างทางศาสนา ศักดิ์ ฐานะ เข้ามาขวางกั้น หรือเป็นตัวแปรใดๆทั้งสิ้น เราเรียนด้วยกัน เราเล่นด้วยกัน เรากินด้วยกัน ไปสุเหร่าละหมาดด้วยกัน เราไปเที่ยวไหนต่อไหน ด้วยกัน วันโรงเรียนปิด เพื่อนมุสลิมมานอนกับผมที่บ้านพักครูบ้างหรือไม่พวกเขาก็พาผมไปกิน ไปนอน อยู่บ้านเขาประดุจญาติพี่น้องก็ไม่ปาน
ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2511 ยังประทับตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผม เสมือนเหตุการณ์ ต่างๆเหล่านั้น เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ผมไปมะรือโบตก ครั้งล่าสุดประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ตอนนั้น อายังไม่ปลดเกษียณและน้องชายผม เป็น ผอ.อยู่ที่ โรงเรียนตากใบ (สำหรับรายนี้ แม่ผมร้องไห้ ทุกที่พอมีข่าวว่าเขายิงกันบ้าง เขาระเบิดกันบ้าง สงสารแม่แต่ไม่รู้จะทำยังไง) ตอนผมโทรไปคุยกับเพื่อนคนสวย ผมบอกเธอว่าอยากจะมาเที่ยวมะรือโบตก เพื่อพบปะเยี่ยมเยือนเพื่อนฝูงเก่าๆ บ้าง เธอพูดห้ามผมเสียงหลง บอกว่าอย่ามา มาไม่ได้ ผมจะได้รับอันตราย เพราะผมเป็นคนแปลกหน้าไปเสียแล้วสำหรับที่มะรือโบตก
ผมถามเธอว่าทำไม? มันเกิดอะไรขึ้น? ในเมื่อผมเคยอยู่ที่นั่น ผมเติบโตจากที่นั่น ผมมีเพื่อนฝูงมากมายที่นั่น..ทำไม? ผมจะไปไม่ได้? เธอไม่สามารถตอบคำถามผมได้!?..
ตอบผมไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น? เธอบอกเพียงว่าหลายสิ่ง หลายอย่างเปลี่ยนไป,เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว โอ....อัลลอฮ์ โปรดเมตตาด้วยเถิด....?????????
โดย..ชำนาญ ณ.อันดามัน